วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ตามรอยตำนานฟุตบอลเก่าแก่แดนมังกร

ตามรอยตำนานฟุตบอลเก่าแก่แดนมังกรเด็กคนหนึ่งสวมชุดโบราณมาเตะลูกหนังเข้าตาข่าย โดยการเตะลูกหนังเป็นกีฬาที่มีแต่โบร่ำโบราณของจีน

ในปี 2004 สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) ได้ประกาศยืนยันว่า กีฬาการเตะฟุตบอลที่เก่าแก่ที่สุดได้เริ่มต้นในประเทศจีน โดยถือกำเนิดขึ้นในรูปแบบของกิจกรรมที่ใช้เพื่อการฝึกฝนร่างกายให้กับทหารในกองทัพในยุคบรรพกาลของกษัตริย์หวงตี้

ทว่าหากนับจากหลังมีการบันทึกประวัติศาสตร์เป็นตัวอักษร กีฬาเตะฟุตบอล หรือเตะลูกหนังในจีนจะเริ่มต้นในยุคจั้นกั๋ว (ปี 475-221 ก่อนคริสตศักราช) จากบันทึก “เปี๋ยลู่” ได้ระบุว่า “การเตะลูกหนัง ตำนานเล่าขานว่าคิดขึ้นโดยหวงตี้ บ้างระบุว่าเริ่มในสมัยจั้นกั๋ว” ซึ่งนักวิชาการส่วนใหญ่จะอ้างอิงยุคสมัยจั้นกั๋วนี้มากกว่า โดยกีฬาดังกล่าวจะเป็นการเตะลูกกลมๆ ซึ่งสมัยโบราณทำจากแผ่นหนังนี้ ว่ากันว่าเริ่มต้นในรัฐฉี (ปัจจุบันอยู่ในเมืองหลินจือ มณฑลซันตง) เดิมถูกคิดขึ้นมาเพื่อใช้ฝึกทหาร จากนั้นก็ถูกดัดแปลงมาเป็นการละเล่น

เมื่อมาถึงราชวงศ์ฮั่น (202 ปีก่อนค.ศ. – ค.ศ. 220) เริ่มแรกการเตะลูกหนัง ยังคงถูกใช้เพื่อการฝึกทหารในกองทัพ ทว่าภายหลังจากการผลักดันของฮั่นเกาจู่ หรือหลิวปัง การเตะลูกหนังจึงถูกสนับสนุนให้กลายเป็นกีฬาเฉพาะกิจขึ้น มีการตั้งกฎกติกาที่ค่อนข้างครบถ้วน อีกทั้งมีการจัดตั้งสนามสำหรับเตะลูกหนัง รอบด้านมีกำแพงและอัฒจันทร์สำหรับชมการแข่งขัน โดยการแข่งขันสมัยนั้นจะแบ่งเป็น 2 ทีม แต่ละทีมจะมีผู้เล่น 12 คน และนับคะแนนจากการเตะลูกหนังเข้าประตู

เมื่อมาถึงราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 618 – ค.ศ. 907) ก็มีการปรับปรุงเทคนิคการทำลูกหนังครั้งใหญ่ ทำให้ลูกหนังที่ใช้เตะมีลักษณะใกล้เคียงกับปัจจุบันมากขึ้น โดยมีการนำเอากระเพาะปัสสาวะของสัตว์มาใส่ลม จากนั้นก็ใช้แผ่นหนัง 8 แผ่นเย็บปิดด้านนอก ทำให้ลูกหนังมีความยืดหยุ่นและดีดตัวมากขึ้น ในสมัยนี้จะมีการแข่งขันทั้งขนาดใหญ่ในวังที่มีผู้คนเข้าร่วมจำนวนหลายร้อยคน หรือขนาดเล็กที่เล่นกันทั่วไปสำหรับชาวบ้าน

ในสมัยราชวงศ์ซ่ง (ค.ศ. 960- ค.ศ.1279) เทคนิคการทำลูกหนังก็พัฒนาขึ้นไปอีกขั้น ส่วนภายนอกของลูกหนังได้เปลี่ยนจากใช้แผ่นหนัง 8 แผ่นมาเป็น 12 แผ่น ทว่าในยุคนี้กลับไม่เน้นการแข่งขันระหว่าง 2 ทีม แต่จะเน้นที่การแสดงเทคนิคส่วนบุคคลมากกว่า ทำให้มีการจัดแสดงการเลี้ยงลูกหนัง โดยการใช้อวัยวะต่างๆนอกจากมือในการเข้ามาช่วยประคองลูกเอาไว้ ซึ่งมีการแสดงทั้งแบบเดี่ยว แบบคู่ หรือแบบสิบกว่าคนร่วมกันแสดง อีกทั้งยังมีการตั้งคณะการแสดงศิลปะการเลี้ยงลูกหนังขึ้น

เมื่อมาถึงยุคที่ชาวมองโกลเข้ายึดครองจีน จนตั้งเป็นราชวงศ์หยวน (ค.ศ.1271- ค.ศ.1368) กีฬาเตะลูกหนังก็ค่อยๆกลายมาเป็นที่นิยมในชนชั้นสูงของมองโกล และได้แพร่หลายไปสู่ยุโรปพร้อมกับกองทัพทหารมองโกลที่บุกเข้าไป ครั้นมาถึงราชวงศ์หมิง (ค.ศ.1368- ค.ศ.1644) กีฬาดังกล่าวก็เป็นที่นิยมในหมู่ขุนนางและเชื้อพระวงศ์ทั้งหลาย จนถึงกับมีชนชั้นสูงหรือขุนนางหลายคนที่หลงใหลกีฬาเตะลูกหนังจนกระทั่งไม่สนใจหน้าที่การงาน ไม่สนใจงานบ้านเมือง รวมไปถึงเมื่อนางคณิกาในหอโคมเขียวเอง เมื่อเห็นว่ากีฬาประเภทนี้เป็นที่นิยมของผู้ชาย จึงได้ใช้การเล่นลูกหนังมาดึงดูดลูกค้า กระทั่งฮ่องเต้หมิงไท่จู่ ต้องมีคำสั่งห้ามไม่ให้ขุนนางและทหารเล่นเตะลูกหนังอีก และเมื่อกองทัพราชวงศ์ชิงเข้าด่านมายึดครองแผ่นดินจากราชวงศ์หมิง จึงได้ถือเป็นอุทาหรณ์ สั่งห้ามไม่ให้มีการเล่นกีฬาประเภทนี้
เด็กคนหนึ่งสวมชุดโบราณมาเตะลูกหนังเข้าตาข่าย โดยการเตะลูกหนังเป็นกีฬาที่มีแต่โบร่ำโบราณของจีน

ในปี 2004 สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) ได้ประกาศยืนยันว่า กีฬาการเตะฟุตบอลที่เก่าแก่ที่สุดได้เริ่มต้นในประเทศจีน โดยถือกำเนิดขึ้นในรูปแบบของกิจกรรมที่ใช้เพื่อการฝึกฝนร่างกายให้กับทหารในกองทัพในยุคบรรพกาลของกษัตริย์หวงตี้

ทว่าหากนับจากหลังมีการบันทึกประวัติศาสตร์เป็นตัวอักษร กีฬาเตะฟุตบอล หรือเตะลูกหนังในจีนจะเริ่มต้นในยุคจั้นกั๋ว (ปี 475-221 ก่อนคริสตศักราช) จากบันทึก “เปี๋ยลู่” ได้ระบุว่า “การเตะลูกหนัง ตำนานเล่าขานว่าคิดขึ้นโดยหวงตี้ บ้างระบุว่าเริ่มในสมัยจั้นกั๋ว” ซึ่งนักวิชาการส่วนใหญ่จะอ้างอิงยุคสมัยจั้นกั๋วนี้มากกว่า โดยกีฬาดังกล่าวจะเป็นการเตะลูกกลมๆ ซึ่งสมัยโบราณทำจากแผ่นหนังนี้ ว่ากันว่าเริ่มต้นในรัฐฉี (ปัจจุบันอยู่ในเมืองหลินจือ มณฑลซันตง) เดิมถูกคิดขึ้นมาเพื่อใช้ฝึกทหาร จากนั้นก็ถูกดัดแปลงมาเป็นการละเล่น

เมื่อมาถึงราชวงศ์ฮั่น (202 ปีก่อนค.ศ. – ค.ศ. 220) เริ่มแรกการเตะลูกหนัง ยังคงถูกใช้เพื่อการฝึกทหารในกองทัพ ทว่าภายหลังจากการผลักดันของฮั่นเกาจู่ หรือหลิวปัง การเตะลูกหนังจึงถูกสนับสนุนให้กลายเป็นกีฬาเฉพาะกิจขึ้น มีการตั้งกฎกติกาที่ค่อนข้างครบถ้วน อีกทั้งมีการจัดตั้งสนามสำหรับเตะลูกหนัง รอบด้านมีกำแพงและอัฒจันทร์สำหรับชมการแข่งขัน โดยการแข่งขันสมัยนั้นจะแบ่งเป็น 2 ทีม แต่ละทีมจะมีผู้เล่น 12 คน และนับคะแนนจากการเตะลูกหนังเข้าประตู

เมื่อมาถึงราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 618 – ค.ศ. 907) ก็มีการปรับปรุงเทคนิคการทำลูกหนังครั้งใหญ่ ทำให้ลูกหนังที่ใช้เตะมีลักษณะใกล้เคียงกับปัจจุบันมากขึ้น โดยมีการนำเอากระเพาะปัสสาวะของสัตว์มาใส่ลม จากนั้นก็ใช้แผ่นหนัง 8 แผ่นเย็บปิดด้านนอก ทำให้ลูกหนังมีความยืดหยุ่นและดีดตัวมากขึ้น ในสมัยนี้จะมีการแข่งขันทั้งขนาดใหญ่ในวังที่มีผู้คนเข้าร่วมจำนวนหลายร้อยคน หรือขนาดเล็กที่เล่นกันทั่วไปสำหรับชาวบ้าน

ในสมัยราชวงศ์ซ่ง (ค.ศ. 960- ค.ศ.1279) เทคนิคการทำลูกหนังก็พัฒนาขึ้นไปอีกขั้น ส่วนภายนอกของลูกหนังได้เปลี่ยนจากใช้แผ่นหนัง 8 แผ่นมาเป็น 12 แผ่น ทว่าในยุคนี้กลับไม่เน้นการแข่งขันระหว่าง 2 ทีม แต่จะเน้นที่การแสดงเทคนิคส่วนบุคคลมากกว่า ทำให้มีการจัดแสดงการเลี้ยงลูกหนัง โดยการใช้อวัยวะต่างๆนอกจากมือในการเข้ามาช่วยประคองลูกเอาไว้ ซึ่งมีการแสดงทั้งแบบเดี่ยว แบบคู่ หรือแบบสิบกว่าคนร่วมกันแสดง อีกทั้งยังมีการตั้งคณะการแสดงศิลปะการเลี้ยงลูกหนังขึ้น

เมื่อมาถึงยุคที่ชาวมองโกลเข้ายึดครองจีน จนตั้งเป็นราชวงศ์หยวน (ค.ศ.1271- ค.ศ.1368) กีฬาเตะลูกหนังก็ค่อยๆกลายมาเป็นที่นิยมในชนชั้นสูงของมองโกล และได้แพร่หลายไปสู่ยุโรปพร้อมกับกองทัพทหารมองโกลที่บุกเข้าไป ครั้นมาถึงราชวงศ์หมิง (ค.ศ.1368- ค.ศ.1644) กีฬาดังกล่าวก็เป็นที่นิยมในหมู่ขุนนางและเชื้อพระวงศ์ทั้งหลาย จนถึงกับมีชนชั้นสูงหรือขุนนางหลายคนที่หลงใหลกีฬาเตะลูกหนังจนกระทั่งไม่สนใจหน้าที่การงาน ไม่สนใจงานบ้านเมือง รวมไปถึงเมื่อนางคณิกาในหอโคมเขียวเอง เมื่อเห็นว่ากีฬาประเภทนี้เป็นที่นิยมของผู้ชาย จึงได้ใช้การเล่นลูกหนังมาดึงดูดลูกค้า กระทั่งฮ่องเต้หมิงไท่จู่ ต้องมีคำสั่งห้ามไม่ให้ขุนนางและทหารเล่นเตะลูกหนังอีก และเมื่อกองทัพราชวงศ์ชิงเข้าด่านมายึดครองแผ่นดินจากราชวงศ์หมิง จึงได้ถือเป็นอุทาหรณ์ สั่งห้ามไม่ให้มีการเล่นกีฬาประเภทนี้

วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2552

วันพุธที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2551
















สวัสดีปีใหม่ครับ ผมมีวิธีการดูแบงค์ปลอมมาฝาก



























สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๒ ขอให้ทุกท่านมีความสุขมากๆ และท่องเที่ยวปลอดภัย ผมแนะนำให้ไปเที่ยว สวนผึ้งราชบุรี







โป่งยุบ
ตั้งอยู่ที่บ้านท่าเคย ก่อนถึงตัวอำเภอสวยผึ้ง 5 กม. มีทางแยกซ้ายไปอีกประมาณ 5 กม. เกิดจากยุบตัวของแผ่นดิน ทำให้เกิดลักษณะหน้าผาสูงชัน มีลักษณะคล้ายกับแพะเมืองผีที่จังหวัดแพร่ หรือ ฮ่อมจ๊อม อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน โป่งยุบนี้มีอาณาบริเวณกว้างกว่า 10 ไร่ ซึ่งแต่เดิมท้องที่นี้เคยเป็นไร่นามาก่อน นับเป็นสถานที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่ง



-----------------------------------------------------------------
ธารน้ำร้อนบ่อคลึง
เลยอำเภอสวนผึ้งไปประมาณ 15 กม. เป็นธารน้ำร้อนที่มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาตะนาวศรี ซึ่งจะมีน้ำไหลอยู่ตลอดปีเป็นน้ำร้อนบริสุทธิ์ ในบางวันน้ำร้อนจะมีอุณหภูมิอยู่ในระดับประมาณ 136 องศา ฟาเรนไฮต์ และในบางวันก็ลดลงมาประมาณ 120 องศา ฟาเรนไฮต์ ธารน้ำร้อนบ่อคลึงนี้ นับเป็นธารน้ำร้อนที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ มากที่สุด



-----------------------------------------------------------------
อุทยานธรรมชาติวิทยา
ศุนย์กลางให้ความรู้ทางด้านพันธุ์ไม้ป่า สัตว์ป่าจำพวก นก แร่ต่างๆในเขตป่าตะวันตก วิถีชีวิตคนพื้นเมือง เช่นกระเหรี่ยง มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติติดกับธารน้ำร้อนบ่อคลึง หากเดินป่าไปประมาณ 1 กม จะถึงน้ำตกเก้าโจน



-----------------------------------------------------------------
ฟาร์มกล้วยไม้-ลันดา
อยู่ถัดจากอุทยานธรรมชาติวิทยาไปไม่ถึง 1 กม. เป็นสวนกล้วนไม้เอกชน มีพันธุ์กล้วยไม้จำพวก แวนด้า ไว้จำหน่าย



-----------------------------------------------------------------
น้ำตกเก้าโจน หรือน้ำตกเก้าชั้น
ตั้งอยู่ที่บ้านผาปก อยู่ถัดจากธารน้ำร้อนบ่อคลึงไปประมาณ 3 กม. จากลานจอดรถซึ่งอยู่ด้านล่างให้เดินทางด้วยเท้าต่อไปอีกประมาณ 500 เมตร ถึงบริเวณตัวน้ำตก ตอนล่างของลำห้วยบ่อคลึงบริเวณเทือกเขาตะนาวศรีมีน้ำตกเก้าโจน หรือน้ำตกเก้าชั้นเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ สูง 9 ชั้น ตั้งอยู่ในหุบเขาที่สมบูรณ์ล้อมรอบด้วยธรรมชาติระยะทางเดินจากชั้นล่างถึงชั้นบนประมาณ 2 กม. ใช้เวลาประมาณ 2 ชม.



-----------------------------------------------------------------
ไร่กุหลาบอุษาวดี
ห่างจากตัวอำเภอสวนผึ้งไปประมาณ 16 กม. แยกเข้าไปบ้านห้วยน้ำใส อีกประมาณ 5 กม. เป็นไร่เอกชนซึ่งปลูกกุหลาบพันธุ์ฮอลแลนด์ และพันธุ์ต่าง ๆ พื้นที่ไร่อยู่บนพื้นที่สูง ในหุบเขา ช่วงฤดูหนาวนจะมีอากาศหนาวจัด
-----------------------------------------------------------------
น้ำตกบ้านบ่อหวี
เป็นน้ำตกขนาดกลางเพิ่งพบใหม่ มี 7 ฃั้น มีความเป็นธรรมชาติอยู่มาก ทางเข้าผ่านหมู่บ้าน และวัดบ้านบ่อหวี ไปอีก ประมาณ 2 กม. มีถนนลาดยางตลอดถึงทางเข้าตัวน้ำตก จากนั้นเดินเท้าประมาณ 150 เมตร จะถึงน้ำตกชั้นที่ 1 สายน้ำมีความใสมากกว่าน้ำตกเก้าโจน เหนือขึ้นไปบนน้ำตกจะเป็นชายแดนไทย-พม่า มีฐานทหารรักษาการอยู่ นายทหารผู้หนึ่งเล่าให้ thai-tour ฟังว่าบนตะเข็บชายแดนนี้สามารถเดินเชื่อมไปถึงเขากระโจมได้
ขึ้นถึงน้ำตกชั้นที่ 7 ใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 40 นาที




-----------------------------------------------------------------
แก่งส้มแมว (สวนป่าสิริกิต์)
ห่างจาก อ.สวนผึ้ง 25 กม. เป็นลำธาร มีเกาะแก่งกลางน้ำภาชี เหมาะสำหรับเล่นน้ำเป็นอย่างยิ่ง อยู่ในพื้นที่สวนป่าสิริกิต์ภายในสวนป่ามีสวนหย่อม ศูนย์จำหน่ายเครื่องเซรามิคจากคนในบริเวณหมู่บ้าน
สวนป่าแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสเจริญพระชนมพรรษา 5 รอบ เป็นศูนย์รวมพันธุ์ไม้นานาชนิดอันมีค่าทางเศษฐกิจและเป็นแหล่งศึกษาทางธรรมชาติที่ดีเยี่ยม




-----------------------------------------------------------------
พิพิธภัณฑ์ภโวทัย หรือ สวนภูมิปัญญชาวบ้าน
เป็นเรือนไทยประยุกต์จากหน้านสถานีตำรวจสวนผึ้งแยกไปประมาณ 2 กม. ผ่านวัดสวนผึ้งแล้วแยกขวาไปอีกจนข้ามสะพานก็จะถึงพิพิธภัณฑ์ที่อยู่ทางซ้ายมือมีพื้นที่ประมาณ 20 ไร่ รวบรวมวัตถุโบราณสยามในอดีต รวมทั้งมีรถม้า พันธุ์ไม้ดอก ไม้ประดับของไทยชนิดต่าง ๆ เช่น ดอกมณโฑ พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมทุกวัน เสาร์-อาทิตย์ วันหยุดราชการ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท นักเรียน นิสิต นักศึกษา ในเครื่องแบบให้ทำจดหมายก่อนล่วงหน้า นอกจากนี้ยังมีบ้านพักไว้บริการนักท่องเที่ยว ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร(032) 221189, (01) 486-9804



-----------------------------------------------------------------
น้ำพุร้อนโป่งกระทิง
อยู่บนนถนนสายชัฏป่าหวาย-โป่งกระทิง-ปากท่อ เป็นบ่อน้ำร้อน แบบบ่อธรรมดา ขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5 เมตร เมื่อมีคนจำนวนมากมายืนล้อมรอบบ่อและช่วยกันปรบมือ หรือ เคาะทำเสียงดัง น้ำในบ่อจะเริ่มเดือดจนมีพรายน้ำพุพุ่งมาเหนื่อผิวน้ำ
-----------------------------------------------------------------
สำนักสงฆ์หินสูง
ตั้งอยู่หมู่ที่ 13 ตำบลตะนาวศรี เลยโป่งยุบไปอีกประมาณ 2 กม. เป็นสถานที่เหมาะสำหรับ ผู้ที่รักความสงบและเหมาะแก่การไปเที่ยวชม เพราะมีสวนเสาหินและหมู่หินรูปร่างต่างๆ มากมายที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

วันอังคารที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ประวัติมดแดง

มาสค์ไรเดอร์ หรือ คะเม็นไรเดอร์ (「仮面ライダー」, Kamen Raidā, – คะเม็นไรดา?) เป็นชื่อชุดของภาพยนตร์ ซูเปอร์ฮีโร่ซึ่งสร้างสรรค์จากความคิดของ โชทาโร่ อิชิโนะโมริ ที่ได้รับความนิยมและมีการสร้างอย่างต่อเนื่องที่สุดชุดหนึ่งของญี่ปุ่น สำหรับในประเทศไทย ภาพยนตร์ชุดนี้ โดยเฉพาะภาพยนตร์ในซีรีส์แรก ๆ มักนิยมเรียกกันว่า ไอ้มดแดง ตามชื่อเมื่อฉายครั้งแรกในไทย (ทั้งๆที่ในความเป็นจริง ไม่มีไรเดอร์คนไดเลยที่มีต้นแบบมาจากมด)
คำว่า คะเม็น (仮面) ในภาษาญี่ปุ่นหมายถึง หน้ากาก และ มาสค์ (mask) ในภาษาอังกฤษหมายถึงหน้ากากเช่นเดียวกัน

เนื้อเรื่องต้นฉบับ
เนื้อเรื่องในซีรีส์แรกของมาสค์ไรเดอร์ (ในไทยใช้ชื่อ ไอ้มดแดงอาละวาด) เกิดขึ้นในโลกที่ถูกรุกรานจากองค์การก่อการร้ายอันลึกลับที่ใช้ชื่อว่า ช็อกเกอร์ ซึ่งมีเป้าหมายที่จะครองโลก เพื่อที่จะบรรลุจุดมุ่งหมายดังกล่าว ช็อกเกอร์ได้ลักพาตัวคนจำนวนมากเพื่อนำมาเป็นสมุน โดยผ่าตัดดัดแปลงคนเหล่านั้นให้เป็นมนุษย์ดัดแปลงโดยใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย ก่อนที่จะล้างสมองเป็นขั้นตอนสุดท้าย อย่างไรก็ตาม เหยื่อรายหนึ่ง ผู้ซึ่งมีชื่อว่า ฮอนโก ทาเคชิ ได้รับการช่วยเหลือออกมาก่อนที่จะถูกล้างสมอง เมื่อสำนึกและความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของเขามิได้ถูกลบล้างไปด้วย ฮอนโกจึงตัดสินใจที่จะใช้พลังที่เขาได้มาจากการดัดแปลงเพื่อต่อสู้กับองค์การช็อกเกอร์ในฐานะซูเปอร์ฮีโรนาม มาสค์ไรเดอร์ หรือ ไอ้มดแดง หลังจากนั้นก็ได้มีการสร้างไอ้มดแดงในรูปแบบต่างกันขึ้นในภาคต่อ ๆ มา
คุณลักษณะสำคัญของมาสค์ไรเดอร์
ในอดีตจนถึงปัจจุบัน มาสค์ไรเดอร์ในทุกๆภาคจะยังคงมีการรักษาเอกลักษณ์และลักษณะสำคัญของการเป็นมาสค์ไรเดอร์ดังนี้

[แก้] หน้ากาก
จุดสำคัญอย่างแรกของมาสค์ไรเดอร์คือหน้ากาก โดยลักษณะเด่นๆนั้นจะอยู่ดวงตาของไรเดอร์ ที่จะมีลักษณะเป็นวงรีโดยมีลักษณะคล้ายคลึงกับแมลง มีเขาซึ่งเป็นตัวบ่งบอกว่าเป็นแมลงชนิดใด (ยกเว้นไรเดอร์บางคนที่ไม่ได้มาจากแมลง เช่น อาเมซอนหรือริวคิ เป็นต้น)

[แก้] เข็มขัด
ซีรีส์ของไรเดอร์ในช่วงโชวะ ไรเดอร์ทุกคนจะเป็นมนุษย์ดัดแปลง ซึ่งอาจจะถูกองค์กรวายร้ายหรือพรรคพวกร่วมกันดัดแปลงก็แล้วแต่ พวกเขาจะมีเข็มขัดฝังอยู่ในร่างกาย เมื่อทำการแปลงร่างเข็มขัดจะปรากฏขึ้นมาและแปลงร่างเป็นไรเดอร์ ในช่วงยุคต่อมาของซีรีส์ไรเดอร์ในยุคปัจจุบันในบางเรื่องเข็มขัดจะเป็นลักษณะถอดออกได้ ทำให้ในบางตอนจะมีลักษณะตอนที่ตัวเอกทำเข็มขัดหายหรือเข็มขัดของไรเดอร์บางคนสามารถถ่ายทอดให้คนอื่นๆได้ (เช่น ไคสะ จากภาคไฟซ์) ส่วนการแปลงร่างนั้นจะต้องมีเข็มขัดมาก่อนถึงทำการแปลงร่างได้

[แก้] ท่าแปลงร่าง
ท่าแปลงร่างหรือเฮนชิน ถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญของไรเดอร์ทุกคน โดยการแปลงร่างจะต้องเป็นลักษณะท่ายืนและต้องพูดคำว่า เฮนชิน โดยอาจจะมีคำเสริมท้ายได้ (เช่น เฮนชินV 3, เฮนชินสตรองเกอร์) โดยไรเดอร์คนแรกที่มีท่าแปลงร่างและใช้คำพูดแปลงร่างอย่างเป็นทางการคืออิจิมอนจิ ฮายาโตะ (มาสค์ไรเดอร์คนที่สอง)
มีไรเดอร์เพียงไม่กี่คนที่ไม่มีท่าแปลงร่าง เช่น อาเมซอน (ใช้คำว่า อา-มา-ซอน), G3 (ใช้สวมชุดเกราะแทน) ส่วนมาสค์ไรเดอร์ Xก็จะใช้คำว่า เซ็ทอัพ (Setup, หรือแปลเป็นไทยว่าประกอบร่าง) ในช่วงแรก แต่ช่วงหลังก็จะใช้ท่าเฮนชินเหมือนปกติ

[แก้] ความเกี่ยวเนื่องระหว่างภาค
ทีวีซีรีส์ของไรเดอร์ในยุคแรกๆจะเกี่ยวข้องกันหมด ในบางเรื่องจะมีไรเดอร์รุ่นพี่ออกมาให้ความช่วยเหลือไรเดอร์รุ่นน้องที่กำลังลำบาก (โดยเฉพาะV3 ซึ่งออกมาบ่อยและมีบทบาทมากที่สุด) จนเมื่อมาถึงภาคสกายไรเดอร์ซึ่งมีการดำเนินเรื่องในลักษณะภาคใหม่ที่ไม่มีการเกี่ยวข้องกับไรเดอร์ตัวเก่าๆ แต่ในภายหลังก็ได้นำไรเดอร์ทั้ง 7 กลับมาร่วมเรื่องอีกครั้ง
เมื่อมาถึงยุคของแบล็คและแบล็ค RX ได้ตัดขาดเนื้อหากับไรเดอร์เก่าๆทั้งหมด แต่ RX กลับได้รับความนิยมน้อยมากจึงต้องมีการดึงไรเดอร์ทั้ง 10 ออกมาช่วย RX แต่ก็ไม่สามารถกระเตื้องความนิยมได้เท่าใดนัก
ส่วนในยุคปัจจุบันในทุกๆภาคจะไม่มีความเกี่ยวข้องกัน ยกเว้นคูกะและอากิโตะที่มีความเกี่ยวข้องกัน (โดยเฉพาะ G3 ที่สร้างโดยนำลักษณะของคูกะเป็นพื้นฐาน)
ส่วนมาสค์ไรเดอร์ริวคิก็เคยมีตอนพิเศษที่คิโดะ ชินจิ ฝันและได้ร่วมสู้กับอากิโตะ
ใน มาสค์ไรเดอร์เดนโอ ได้มีการนำรูปแบบของมาสค์ไรเดอร์รุ่นพี่พบรุ่นน้อง โดยให้มีการพบกับ มาสค์ไรเดอร์คิบะ ในการร่วมมือกำจัดศัตรูในตอนพิเศษขึ้นมา

[แก้] รายชื่อภาพยนตร์และงานสร้างที่เกี่ยวข้อง

[แก้] ภาพยนตร์ชุดทางโทรทัศน์
ชื่อเรื่องแต่ละเรื่องที่ระบุต่อไปนี้ ยึดตามชื่อเรื่องที่รู้จักกันทั่วไป เว้นแต่ระบุเป็นอย่างอื่น อนึ่ง ภาพยนตร์ชุดเหล่านี้อาจแบ่งได้เป็นสองยุค โดยตั้งแต่ คาเมนไรเดอร์ 1 ถึง ไรเดอร์แบล็คอาร์เอกซ์ จัดเข้าในยุคโชวะ หรือ ยุคอิชิโนะโมะริ เนื่องจากภาพยนตร์ทุกเรื่องในยุคนี้สร้างขึ้นในรัชสมัยโชวะของญี่ปุ่น และอิชิโนะโมะริ โชทะโรยังมีชีวิตอยู่ ในขณะที่ภาพยนตร์ชุดหลังจากนั้น (ตั้งแต่ มาสค์ไรเดอร์คูกะ เป็นต้นไป) จัดเข้าในยุคเฮเซ หรือ ยุคหลังอิชิโนะโมะริ เนื่องจากสร้างขึ้นในรัชสมัยเฮเซของญี่ปุ่น และอิชิโนะโมะริได้ถึงแก่กรรมแล้ว

[แก้] ยุคแรก
ค.ศ. 1971 คาเมนไรเดอร์ หมายเลข 1และคาเมนไรเดอร์ หมายเลข2 (หรือ คาเมนไรเดอร์ 1และคาเมนไรเดอร์ 2)
ค.ศ. 1973 คาเมนไรเดอร์ V 3
ค.ศ. 1974 คาเมนไรเดอร์ X
ค.ศ. 1974 คาเมนไรเดอร์อาเมซอน
ค.ศ. 1975 คาเมนไรเดอร์สตรองเกอร์
ค.ศ. 1979 สกายไรเดอร์
ค.ศ. 1980 คาเมนไรเดอร์ซูเปอร์-1

[แก้] ยุดที่สอง
ค.ศ. 1987 คาเมนไรเดอร์ BLACK
ค.ศ. 1988 คาเมนไรเดอร์ BLACK RX ภาคต่อของไรเดอร์แบล็ค

[แก้] ยุค ค.ศ. 2000
ค.ศ. 2000 มาสค์ไรเดอร์คูกะ
ค.ศ. 2001 มาสค์ไรเดอร์อากิโตะ
ค.ศ. 2002 มาสค์ไรเดอร์ริวคิ
ค.ศ. 2003 มาสค์ไรเดอร์ไฟซ์
ค.ศ. 2004 มาสค์ไรเดอร์เบลด
ค.ศ. 2005 มาสค์ไรเดอร์ฮิบิกิ
ค.ศ. 2006 มาสค์ไรเดอร์คาบูโตะ
ค.ศ. 2007 มาสค์ไรเดอร์เดนโอ
ค.ศ. 2008 มาสค์ไรเดอร์คิบะ

[แก้] ตอนพิเศษทางทีวี
ค.ศ. 1976 เหล่าคาเมนไรเดอร์ทั้ง7มารวมตัวกัน
ค.ศ. 1979 อมตะ! คาเมนไรเดอร์ สเปเชียล
ค.ศ. 1984 กำเนิดไรเดอร์คนที่10 คาเมนไรเดอร์ มารวมด้วยกัน!! (ชีครอส)
ค.ศ. 1987 นี่คือ คาเมนไรเดอร์แบล็ค
ค.ศ. 1988 ปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่:คาเมนไรเดอร์1พบอาร์เอ๊กช์
ค.ศ. 2000 คาเมนไรเดอร์ คูกะ: New Year's Special
ค.ศ. 2001 คาเมนไรเดอร์ อากิโตะ: แปลงร่างใหม่อีกครั้ง
ค.ศ. 2003 คาเมนไรเดอร์ริวคิ:13ไรเดอร์

[แก้] ตอนพิเศษทางวีดีโอ
ค.ศ. 1992 ชิน คาเมนไรเดอร์
ค.ศ. 1993 คาเมนไรเดอร์ SD
ค.ศ. 1993 อุลตร้าแมนพบไอ้มดแดง
ค.ศ. 2000 ไฮเปอร์แบทเทิลวีดีโอ

[แก้] ตอนพิเศษทางโรงภาพยนตร์
ค.ศ. 1993 คาเมนไรเดอร์ แซดโอ
ค.ศ. 1994 คาเมนไรเดอร์ เจ
ค.ศ. 2005 คาเมนไรเดอร์ เดอะเฟิสต์
ค.ศ. 2007 คาเมนไรเดอร์ เดอะเน็กช์
อนึ่ง ใน พ.ศ. 2517 (ค.ศ. 1974) ได้มีการสร้างภาพยนตร์ไอ้มดแดง/มาสค์ไรเดอร์โดยคนไทย และออกฉายในโรงภาพยนตร์ภายใต้ชื่อ หนุมานพบ 5 ไอ้มดแดง อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวไม่ได้รับสิทธิ์ในการสร้างอย่างเป็นทางการจากผู้สร้างในญี่ปุ่นแต่อย่างได

[แก้] รายชื่อองค์กรปิศาจ
รายชื่อต่อไปนี้เป็นรายชื่อขององค์กรปิศาจรวมถึงสิ่งมีชีวิตลึกลับต่างที่มีอยู่ในเรื่องของมาสค์ไรเดอร์ทั้งหมด
ช็อกเกอร์และเกลช็อกเกอร์
เดสตรอน
องค์กรก็อด
เกด้อนและอาณาจักร กรันด้า
แบล็คซาตานและเดลซ่า
เนโอช็อกเกอร์
ด็อกม่าและจินด็อกม่า
บาดั้นเป็นองค์การที่ชักใยอยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมด (ตั้งแต่ไรเดอร์1-ไรเดอร์ซีครอส)
โกลคอมองค์กรลับในก่อนยุคสร้างมนุษย์ คอยทำลายอารยธรรม-วัฒนธรรมที่มนุษย์สร้างขึ้น ทหารแนวหน้ามีพลังแห่งสัตว์และมนุษย์โบราณ มีปีศาจอายุยืนถึง 5 หมื่นปี ในป้จจุบันก็เริ่มทำให้คืนชีพ ผู้ที่เป็นปีศาจจะเป็นนักการเมือง ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย หรือทหาร ด้วยแผนที่แยบยลจึงทำให้สังคมปั่นป่วน และคิดสร้างโลกใหม่โดยพวกปีศาจ
จักรววรดิ์ปีศาจไครซิส เป็นพวกมนุษย์ต่างดาวมีหน้าที่อพยพที่โลกเนื่องจากดาวโลกทำมลพิษเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อดาวไครชิส
อาณาจักรปีศาจฟ็อก
สิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถระบุได้ (กูรอนกิ) เป็นชนเผ่าโบราณ ที่อยู่คู่กับชนเผ่า รินโตะ โดยที่เผ่ารินโตะก็คือมนุษย์ธรรมดานั้นเอง การที่เผ่า กูรอนกิ ฆ่ามนุษย์(รินโตะ)เพื่อเป็นการเล่นเกมส์โดยที่ผู้ชนะการเล่นเกมส์อาจจะได้ เป็นผู้ชนะของเกมส์ โดยที่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าผู้ชนะจะได้สิ่งใดเป็นของตอบแทน(คาดว่าผู้ชนะจะได้ตำแหน่งผู้นำเผ่าคนต่อไป) และมีความสัมพันธ์บางอย่างที่อาจเกี่ยวข้องกับ อันโนน (อาจเป็นได้ว่า กูรอนกิ คือ ลัทธิที่เคารพเทพพระเจ้าด้านมืด หรือ ลัทธิคลั่งอันโนน )
อันโนน สิ่งมีชีวิตลึกลับ ที่ถูกควบคุมโดยชายชุดดำ(แท้จริงแล้วคือพระเจ้าด้านมืด) แท้จริงแล้วคือเหล่าเทพที่ใช้อำนาจในทางที่ผิด ได้รับคำสั่งให้ฆ่า มนุษย์ที่อาจจะเป็น อากิโตะ หรือ ผู้ที่มีพลังจิต อันโนนจะฆ่าคนโดยทำให้เกิดอุบัติเหตุที่ไม่สามารถ เกิดขึ้นได้ เช่นการจมน้ำในที่ที่ไม่มีน้ำ และอาจมีความเกี่ยวข้องกับ กูรอนกิ รวมไปถึง ไรเดอร์คูกะ ในอดีต
มิลเลอร์มอนสเตอร์ เป็นมอนสเตอร์ที่มาจากจินตนาการของ คันซากิ ยูอิ และแฝงตัวในกระจก ซึ่งบางตัวจะเป็นมอนสเตอร์ที่สามารถทำสัญญากับมนุษย์ผู้มีกล่อง การ์ดเวนท์ ได้ มอนสเตอร์เหล่านี้จะเข้าโจมตีผู้คนในโลกจริงเพื่อกินเป็นอาหาร
ออร์เฟน็อค เป็นร่างที่พัฒนาของมนุษย์โดยส่วนใหญ่จะทำงานให้กับบริษัทsmart brainได้รับคำสั่งจากประธานของบริษัทเพื่อกำจัดมนุษย์และเปลี่ยนให้มนุษย์เป็นออเฟน็อกซ์ โดยที่มนุษที่ไม่สามารถทนต่อพลังของ ออเฟน็อกซ์ ได้จะกลายเป็นขี้เถ้า และถ้าออเฟน็อกซ์ตายก็จะกลายเป็นขี้เถ้าเช่นกัน แต่ออร์เฟน็อกซ์เป็นร่างพัฒนาของมนุษย์ที่เร็วเกินไปจนร่างมนุษย์เดิมตามไม่ทัน มีผลให้ออร์เฟน็อกซ์มีอายุสั้น เว้นแต่จะได้รับพลังจาก "ราชันย์" จึงจะได้รับพลังอมตะ แต่ก็ต้องแลกกับการสูญเสียร่างมนุษย์ไป
อันเดด เป็นปีศาจที่มีมาก่อนที่มนุษย์จะเกิด ปรากฏตัวเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อนซึ่งเป็นเหล่าบรรพบุรุษของทุกชีวิตบนพื้นพิภพ 53 สายพันธุ์ เป็นปิศาจที่ไม่มีวันตาย ต้องใช้การ์ดพิเศษผนึกไว้ถึงจะหยุดมันได้
มาคาโม่ เป็นปีศาจที่มีมาตั้งแต่สมัยอดีต โดยที่จะมี โดจิ กับ ฮิเมะ ทำหน้าที่ผลิต(คลอด)มาคาโม ตัวใหญ่ โดยจะมีทั้ง กุ้ง , มด , วัวเม่น โดยอาหารของพวกมันคือมนุษย์ จึงมีกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า กลุ่มทาเคชิ โดยร่วมมือกับ ยักษ์(อสูร) ในการทำลายพวก มาคาโม
เวิร์ม เกิดจากอุตกาบาต ที่พุ่งชนย่านชิบูญ่า และส่วนหนึ่งเป็นเผ่าดั่งเดิมที่มีมาก่อนเหตุการณ์อุตกาบาตตก มีความเกี่ยวข้องกับหินสีเขียว ที่แสดงถึงเผ่าพันธุ์ของเวิร์ม
อิมาจิน (จะอ่านว่า อิมแมจิน , Imagine ได้)ปีศาจที่สามารถข้ามอดีต-อนาคต เพื่อจัดการกับมนุษย์ บางตัวสามารถทำการรวมร่างและมอบพลังให้กับไรเดอร์ได้ ซึ่งเป็นความคิดแนวเดียวกับไรเดอร์ริวคิ
แฟงไกอา ปีศาจที่อยู่ในโลก ออกมาจากรังที่เรียกว่า I5 ออกอาละวาดตอนสายๆ เพื่อดูดกินมนุษย์

วันอังคารที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2551

ฟุตบอล


สาวกหงษ์